มาทำความรู้จักกับโรค แพ้อากาศ วิธีปฏิบัติ และ สมุนไพรที่ช่าวรักษา โรคแพ้อากาศ

0
146

มาทำความรู้จักกับโรค แพ้อากาศ วิธีปฏิบัติ และ สมุนไพรที่ช่าวรักษา โรคแพ้อากาศ

ปัจจุบันการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผังเมืองเอย การพัฒนาระบบคมนาคม การก่อร่างสร้างตึก คอนโด อาคารต่างๆ มีแทบทุกเส้นทาง และดำเนินการกันแทบทุกวัน และการก่อสร้างเหล่านี้ ก็นำมาสู่มลภาวะทางอากาศ ที่มีสารปนเปื้อน อย่างฝุ่นละออง ควันพิษ และนานามลพิษ คนเมืองทั้งหลายส่วนใหญ่ จึงเริ่มเป็นภูมิแพ้ ชนิด แพ้อากาศ กันมากขึ้น

อาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก มีเสมหะ ระคายคอ ไอเรื้อรัง นาน1-2เดือน อาการเหล่านี้ ฟันธงว่าเป็นโรค แพ้อากาศ แน่นอน ซึ่งถ้าใครมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเช็คว่าเป็นหนักแค่ไหน ไม่เช่นเน้นอาจจะเรื้อรัง

Woman catching cold

 

โรคแพ้อากาศนี้ หลายคนอาจคิดว่า เป็นแค่เบาะๆ แค่เลี่ยงฝุ่นก็คงหาย แต่ที่จริงแล้วไม่? เพราะการที่เป็นโรคแพ้อากาศแล้วไม่ยอมรักษา หรือรักษาไม่ถูกต้อง ก็อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงจมูก ซึ่งโรคเหล่านี้อาจจำต้องผ่าตัดให้ต้องเจ็บตัวได้ในภายหลัง เสียเวลา และสิ้นเปลืองเงินอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นแล้ว เราจึงมีวิธีปฏิบัติของคนที่แพ้อากาศมาฝาก เพื่อรักษาให้ถูกวิธี

1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้

การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ คือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด และจำไว้ว่าต้องเคร่งครัด อย่างคนที่แพ้ฝุ่นในอากาศ ก็ต้องเลี่ยงฝุ่น ไม่ว่าจะทั้งนอกบ้าน และในบ้าน สำหรับในบ้าน หากมีผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ ก็ไม่ควรปูพรม หรือมีสิ่งของในบ้านมากเกินไป เพราะจะเป็นตัวเก็บฝุ่น อีกทั้งทำความสะอาดยาก

ทั้งนี้ควรทำความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนเป็นประจำทุกวัน โดยวิธีหาผ้าที่ซับฝุ่น ชุบน้ำหมาดๆ ลูบตามพื้นและผนัง รวมถึงเปิดกระจก ผ้าม่าน ให้แสงเข้า และอากาศถ่ายเทได้ดี ผ้าปูที่นอน และปลอกหมอนควรซักเปลี่ยนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือหมั่นนำมาตากแดด

2. หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง

น้ำหอมกลิ่นแรงๆ สเปรย์ต่างๆ ควันธูป ควันบุหรี่ ควันรถ ล้วนเป็นสารระคายเคือง ที่มีส่วนทำให้อาการแพ้อากาศเป็นหนักขึ้นได้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด รวมถึงเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นอย่างเฉียบพลัน เพราะจะทำให้โรคกำเริบได้

ทางปฏิบัตินอกในการเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศแบบเฉียบพลัน คือ หากเพิ่งเดินผ่านที่อากาศร้อนจัดๆ จะต้องยืนพักในที่ร่มก่อนเข้าไปในบริเวณห้องแอร์ที่หนาวมากๆ เพื่อให้ร่างกายและจมูกปรับสภาพ จะทำให้อาการของโรคลดลงได้

3. ออกกำลังกาย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าการออกกำลังจะบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ให้ค่อยๆ หายได้ เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพกายดี แถมสุขภาพจิต ก็ยังดีตามอีกด้วย

วิธีปฏบัติที่ถูกต้องคือ ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพอเหมาะ ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป ก็จะสร้างภูมิคุ้นกันให้กับร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

อาหารที่มีประโยชน์ นอกจากจะดีต่อร่างกาย ยังเป็นภูมิคุ้มกันให้กับโรคได้ โดยเฉพาะอาหารจำพวกโปรตีน ผัก และผลไม้ ยิ่งทางยิ่งดีต่อสุขภาพ

5. นอนหลับพักผ่อน

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือยารักษาโรคตัวหนึ่งที่คนมักมองข้าม คนเราในหนึ่งวันใช้พลังงานในร่างกายแบบหักโหมทำงาน กันแทบทั้งวัน ร่างกายก็ต้องการการชาร์จแบต ห่างร่างกายอ่อนเพลีย ขาดการพักผ่อน ก็เหมือนเป็นการเปิดช่องให้โรคเข้ามาย่างกรายได้ เพราะฉะนั้นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมงนี้ ได้ผลดี กับคนทุกคนเลยทีเดียว

6. ใช้ยาตามแพทย์สั่ง

สำหรับผู้ป่วยที่แพ้อากาศควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัย และจ่ายยา แพทย์จะวินิจฉัยอาการและรักษาตามแต่บุคคลได้ดีกว่าตัวเราเองเสมอ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อจมูกได้

ทั้งนี้ เมื่อรักษาแล้วแพทย์ก็จะจ่ายยาให้ ให้เราเคร่งครัดในการทานยา หรือใช้ยาให้มากๆ

7. มาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง

ผู้ป่วยที่ต้องรักษาโดยวิธีฉีดยากระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยมาตรวจครงตามที่นัด จะทำให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น

สู้ภูมิแพ้ด้วยสมุนไพรก้นครัว

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่ฮิตติดอันดับ ของคนในสังคมทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ ที่ได้ผู้ว่าฯ

คนใหม่กันแล้ว กล่าวกันว่า แปดในสิบคนที่เดินเข้าร้านขายยา มักจะต้องซื้อยาที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ มีผู้คนมากมายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้ อย่างไม่รู้จบ ต้องอยู่ภายใต้การกินยา และหาหมออย่างยาวนาน เวียนเข้าเวียนออก ต้องทนทุกข์จากผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ เช่น การง่วงนอน ปากคอแห้ง หรือการเต้นของหัวใจถูกรบกวน นอกจากนี้อาการข้างเคียงของยา ที่ทำให้จมูกโล่งก็สร้างความทุกข์ระทมไม่แพ้กัน คือ การที่มีอาการใจสั่น กระวนกระวาย มีอาการทางจิตประสาท นอนไม่หลับ ทางออกของโรคภูมิแพ้ ในมุมมองของการรักษาแผนปัจจุบัน ก็คือ การหลีกเลี่ยงสารที่แพ้กับการกินยา และหาหมอ

ก่อนอื่นเราคงมารู้จักเจ้าภูมิแพ้กันสักหน่อย ภูมิแพ้เกิดจากความไม่สมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกที่ซับซ้อนพอสมควร ถ้าจะลองอธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคพวกแบคทีเรีย รา ไวรัส หรือเนื้อเยื่อ ที่ชอกช้ำจากการบาดเจ็บ
ระบบภูมิคุ้มกัน จะกระตุ้นให้เซลหลั่งสารเคมีบางชนิด เพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น มีการทำให้เซลเม็ดเลือดขาว ที่มีหน้าที่ต่อสู่กับเชื้อโรคพร้อมรบ กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนมาบริเวณนี้ให้มากขึ้น อุณหภูมิบริเวณนี้จะมากขึ้น และมีอาการบวม ที่เราเรียกอาการนี้ว่า อาการอักเสบ (inflammation)
ทีนี้เมื่อใดที่สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวหายไป แล้วแต่เจ้าระบบภูมิคุ้มกันยังทำงานอยู่ หรือเจ้าภูมิคุ้มกันเกิดขยันเกินเหตุ เห็นสารปกติธรรมดาที่มีอยู่รอบตัวเป็นสิ่งแปลกปลอม ทีนี้แหละยุ่ง เพราะการอักเสบก็ยังคงดำรงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในหู คอ จมูก และระบบทางเดินหายใจ ก็จะเหมือนอยู่ใต้เปลวไฟ คือ มีอาการบวม แดง ร้อน หายใจลำบาก ซึ่งจะลุกลามเป็นผลให้เกิดการหายใจลำบาก กลายเป็นโรคหอบหืดไปเลย

การยอมจำนนต่อโรคนี้ ด้วยการยอมอยู่ภายใต้อาณัติยา และหมอดู เหมือนมันจะเป็นคนขี้แพ้ไปเสียจริงๆ ลองมาดูกันว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง
ก่อนอื่น ต้องรีบหาว่าสาเหตุของภูมิแพ้มาจากไหน เริ่มจากที่นอนหมอนมุ้งของเราก่อน ว่ามันเป็นที่สะสมของฝุ่น ตัวไรหรือไม่จับตากแดดจัดบ่อยๆ สักอาทิตย์และหนก็ดี
อาหารที่เรากินเข้าไป ก็เป็นปัจจัยหนึ่งของการแพ้ เพราะฉะนั้นสำรวจว่าเราแพ้อาหารอะไร คือเวลากินอะไรเข้าไปแล้วเป็นผื่นคัน มีอาการจับหอบก็หลีกเลี่ยง หรือในรายที่ไม่ได้แพ้อาหารเราก็ควรกินอาหารที่เสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ ก็จะช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้น นั่นคือ ไม่ปล่อยให้มีของเสียสะสมในลำไส้ มีการขับถ่ายที่เป็นปกติ โดยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เพื่อช่วยกวาดของเสียทิ้งออกไปกับการถ่ายอุจจาระ
นอกจากการกินอาหารที่มีกากแล้ว อาหารที่เป็นสมุนไพรหลายชนิด สามารถช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ได้ อาทิ หอมหัวแดง หอมแดงเป็นสมุนไพรในครัวเรือน ที่คนสมัยก่อนใช้รักษาโรคหวัด โดยกินหอมหัวเล็กวันละ ?-1 หัว จะทำให้ร่างกายสดชื่นมีความต้านทานโรคหวัด แต่ต้องระวัง เพราะตำราจีนห้ามกินมากเกินไป คือ ตั้งแต่ 3 หัว (หัวขนาดเท่านิ้วมือ) ต่อวันเป็นประจำทุกวัน เพราะอาจทำให้เกิดอาการมึนงง หลงลืมง่าย รากผมไม่แข็งแรง

ปัจจุบันพบว่า สารในหอมหัวแดงมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ ชื่อ quercitih ซึ่งมีสูตรโครงสร้างทางเคมี คล้าย cromolyn sodium ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้รักษาโรคภูมิแพ้ และอาการหอบหืด โดยตัวของสารในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์นั้น มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นเสมือนเชื้อเพลิง ที่ทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น การกำจัดอนุมูลอิสระ ด้วยการรับประทานผักที่มีสีแดง สีส้มก็จะช่วยรักษาอาการแพ้ได้

การรับประทานขมิ้นชันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้โรคภูมิแพ้ดีขึ้น ขนาดที่รับประทานถ้าเป็นการป้องกัน ก็ใช้ผงขมิ้นชันประมาณ 500-1000 มิลลิกรัม (1-2 แคปซูล) วันละ 2-3 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการ ควรรับประทานเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 2 กรัม (ประมาณ 4 แคปซูล) วันละ 3 ครั้ง
จากรายงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ รวมไปถึงมีฤทธิ์ต้านฮิสตามีน ปัจจุบันในตำราสมุนไพรจากต่างประเทศ ก็ยอมรับขมิ้นเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ และหอบหืด นอกจากสมุนไพรสองชนิดที่กล่าวมา ในแวดวงสมุนไพรยังมีการแนะนำให้ใช้ ชาเขียว ขิง ชะเอม น้ำมันปลา ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสาระ และลดการอักเสบในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แต่สมุนไพรทั้งสองชนิด คือหอมแดงและขมิ้นชัน สามารถพึ่งตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะขมิ้นแทบจะกล่าวได้ว่า การที่คนใต้ของเรานิยมใส่ขมิ้นลงไป ในอาหารในชีวิตประจำวันนั้น ก่อให้เกิดความชำนาญ ในการคัดเลือกสายพันธุ์ และความชำนาญในการเพาะปลูก ทำให้ขมิ้นชันที่ภาคใต้ให้สารสำคัญสูงมาก พบว่าขมิ้นชันเมืองไทยมีสาร cur*****in และ cur*****in oil สูงกว่าประเทศอื่นๆ

ประเทศไทยควรส่งเสริม ให้มีการควบคุมปริมาณสารสำคัญ ในผลิตภัณฑ์ขมิ้นในท้องตลาด เพื่อการพัฒนามาตรฐานสมุนไพรไทย คนกินขมิ้นชันจะได้ไม่ผิดหวัง
การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคภูมิแพ้นั้น เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวนิดเดียวตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ทุกคนสามารถพึ่งตนเองได้ หัวหอมก็อยู่ในครัว ขมิ้นชันก็พอหาซื้อได้ไม่ยาก จะปลูกเองก็ไม่ยาก อายุประมาณ 1 ปี ก็สามารถเก็บมาใช้ได้ ถ้าเรามาช่วยกันสะสมประสบการณ์ การใช้สมุนไพรรักษาโรคภูมิแพ้ สักวัน เราจะเป็นแหล่งภูมิรู้ทางสมุนไพรที่มากมาย เหมือนกับที่คนใต้สะสมความรู้ ในการคัดเลือกพันธุ์ขมิ้นชันนั่นเอง

SHARE